วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

White Day

วัน White Day ที่ถือว่าเป็นเซ็ตคู่กับวันวาเลนไทน์นั้น ริเริ่มโดยร้านขายขนมชื่อ Ishimura Manmoridou ในเมืองฟุกุโอกะ เมื่อปี 1978 และหลังจากนั้นก็มีสานต่อโดยโปรโมตให้คนให้ของขวัญที่เป็นสีขาว และในเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถูกบัญญัติให้เป็นวันแห่งชอกโกแล็ตโดยสมาคมชอกโกแล็ตและโกโก้แล้ว ทางสมาคมอุตสาหกรรมลูกกวาดแห่งประเทศญี่ปุ่นจึงได้ตัดสินใจรณรงค์ให้คนให้ ของขวัญกันเป็นลูกกวาด (Candy) กันในวัน White Day และบัญญัติให้วัน White Day เป็นวันแห่งลูกกวาดด้วย


วัน White Day … คือวันที่ 14 มีค ของทุกปี เป็นวัน ที่ผู้ชายมอบคุกกี้หรือลูกกวาด (Candy) ให้เป็นของขวัญแก่ผู้หญิงที่ให้ชอกโกแล็ตแก่ตนในวันวาเลนไทน์ เพื่อเป็นการขอบคุณ (หรือตอบรัก) หรือเป็นการสารภาพรักแก่ผู้หญิงที่ตนชอบ จากผลสำรวจอันเดียวกัน สิ่งของ 3 สิ่งแรกที่ผู้ชายมอบให้ผู้หญิง ในวัน White Day คือ

อันดับ 1 : คุกกี้
อันดับ 2 : ชอกโกแล็ต(สีขาว)
อันดับ 3 : Kiss (แปลว่าจูบ)

อย่างที่เคยกล่าวไว้ข้างต้นนะค่ะว่า วัน White Day นี้ มีเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้น
นอกจากนี้ที่ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ นอกจาก วันวาเลนไทน์ กับ White Day แล้ว ทั้งสองประเทศยังมีวันที่เรียกว่า Black Day ด้วย แต่คำจำกัดความของ Black Day ของที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะต่างกันที่ญี่ปุ่น วัน Black Day จะเป็นวันที่ถัดจากวันวาเลนไทน์ มีไว้สำหรับให้ชอกโกแล็ตหรือของขวัญแก่คนที่ตนเกลียดหรือไม่ชอบ ในขณะที่วัน Black Day ชองเกาหลี จะตรงกับวันที่ 14 เมษายนของทุกปี สิ่งที่เขาทำกันในวัน Black Day ของเกาหลีใต้ ก็คือ ชายหญิงที่ไม่ได้อะไรเลยในวันที่ 14 กพ (วันวาเลนไทน์) และ 14 มีค (วัน White Day) จะใส่เสื้อผ้าสีดำออกไปเดินตามถนน (ไม่รู้เป็นการประจานตัวเองไปหน่อยหรือเปล่าหนอ ว่าใครๆก็ไม่รักน่ะ) และทานบะหมี่ราดด้วย จาจาน ซึ่งเป็นซอสสีดำ และยังไม่หมดแค่นั้น ที่เกาหลีใต้ ดูเหมือนจะชอบเลข 14 มาก ในประเทศของเขาได้กำหนดให้ในวันที่ 14 ของแต่ละเดือนเป็นวันที่มีกิจกรรม และมีชื่อเรียกของแต่ละวันด้วย โดย
14 พค เป็นวัน Yellow Day
14 มิย เป็นวัน Kiss Day
14 กค เป็นวัน Silver Day
14 สค เป็นวัน Green Day
14 กย เป็นวัน Music Day
14 ตค เป็นวัน Wine Day
14 พย เป็นวัน Orange Day
14 ธค เป็นวัน Hug Day

นอกจากนี้ที่ ญี่ปุ่นยังมีวันอีกวันที่เกี่ยวกับวาเลนไทน์ คือวัน September Valentines Day ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กันยายน เป็นวันครบครึ่งปีพอดีหลังจากวัน White Day (14 มีนาคม) ซึ่งหากผู้ชายถูกผู้หญิงที่ตนตกลงยอมรับความรักเลิกในวันนี้ จะถือว่าไม่เป็นอะไร
นางสาว จิรนันท์  คำหล้า เลขที่ 6 ม.5/8

จังหวัดใหม่ของไทย.....จังหวัดบึงกาฬ^^

จังหวัดบึงกาฬ






        จังหวัดบึงกาฬ แยกออกจาก จ.หนองคาย เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นจังหวัดใหม่คือ มี 8 อำเภอประกอบด้วย อ.บึงกาฬ อ.เซกา อ.โซ่พิสัย อ.พรเจริญ อ.ปากคาด อ.บึงโขงหลง อ.ศรีวิไล และ อ.บุ่งคล้า มีประชากรเกือบ 4 แสนคน   มีความพร้อมเรื่องสาธารณูปโภคทั้งศาลากลาง อำเภอ สำนักงานอัยการ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ แขวงการทาง สถานีตำรวจน้ำ


เป็นจังหวัดที่มีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ แวดล้อมไปด้วยภูเขา น้ำตก ที่สวยงาม เช่น น้ำตกเจ็ดสี, น้ำตกตากชะแนน ที่อยู่ภายในอุทยานแห่งชาติภูวัว อีกทั้งอำเภอบึงกาฬยังมีส่วนที่ติดกับแม่น้ำโขง ตลอดริมแนวชายฝั่ง


จังหวัดบึงกาฬ ภูมิอากาศที่จังหวัดบึงกาฬที่นี้ดีมาก เพราะได้ผลจากแม่น้ำโขงทำให้ไม่ร้อนมากในช่วงหน้าร้อน หน้าหนาวก็อากาศดีน่าท่องเที่ยวและพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง สังเกตุได้จากที่พักบึงกาฬ จะเต็มอยู่ตลอดเวลาในช่วงเทศกาลสำคัญๆ


ประเพณีวัฒนธรรมของจังหวัดบึงกาฬ ได้รับการสืบทอดมาอย่างรุ่นต่อรุ่นอย่างไม่ขาดหาย เพราะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างดี เทศกาลต่างๆ ของจังหวัดบึงกาฬ เช่น เทศกาลบุญบั้งไฟ, เทศกาลสงกรานต์


อัธยาศัยของคนจังหวัดบึงกาฬนั้นเป็นกันเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อาหารการกินนั้นจะอยู่ในพวกประเภทของปลา เพราะอยู่ติดแม่น้ำโขงทำให้สามารถหาปลาได้อย่างง่ายดาย


สถานที่สำคัญของจังหวัดบึงกาฬ เจ้าแม่สองนาง หลวงพ่อใหญ่ วัดโพธาราม หนองกุดทิง(พื้นที่ชุ่มน้ำ) หาดทรายบึงกาฬ โรงเรียนบึงกาฬ วัดอาฮง องการบริหารส่วนตำบลบึงกาฬ โรงพยาบาลบึงกาฬ ศาลจังหวัดบึงกาฬ

ประวัติความเป็นมาอำเภอบึงกาฬ
อำเภอบึงกาฬ เดิมเป็นตำบลหนึ่งในเขตการปกครองของอำเภอชัยบุรี จังหวัดนครพนม  ซึ่งมีที่ว่าการอำเภอ ตั้งอยู่ที่บริเวณปากน้ำสงคราม ต่อมาไม่ทราบชัดว่าปีใด ทางราชการได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งที่บึงกาญจน์ริมฝั่ง  ตรงข้ามเมืองปากซัน  แขวงบลิคำไซ  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปี   พ.ศ.2459  ทางราชการ ก่อสร้าง ที่ว่าการอำเภอขึ้นใหม่และโอนการปกครองอำเภอชัยบุรีมาขึ้นกับจังหวัดหนองคาย  ส่วนบริเวณที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอชัยบุรีเดิมนั้น ทางราชการยุบมาเป็นตำบลอยู่ในเขตการปกครอง ของอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
     
ปี พ.ศ.2475 ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยท่านหนึ่งเดินทางมาตรวจราชการที่อำเภอชัยบุรี พบว่า หมู่บ้านบึงกาญจน์ มีหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง  กว้างประมาณ 160 เมตร  ยาวประมาณ 3,000 เมตร ชาวบ้าน เรียก "บึงกาญจน์" เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป  ทางการจึงเปลี่ยนชื่ออำเภอชัยบุรีเป็น "อำเภอบึงกาญจน์" ตั้งแต่นั้นมา


ต่อมาปี พ.ศ.2477 ทางการได้เปลี่ยนชื่อ อำเภอบึงกาญจน์ เป็น"อำเภอบึงกาฬ" เพื่อความสะดวกและ เข้าใจง่าย   ต่อมาได้แยกอำเภอเซกา  อำเภอพรเจริญ  อำเภอศรีวิไล  และ อำเภอบุ่งคล้า ออกจากอำเภอ บึงกาฬ  ตามลำดับ


ปัจจุบันที่ว่าการอำเภอบึงกาฬ   ตั้งอยู่ที่บ้านบึงกาฬ  หมู่ที่ 1   ตำบลบึงกาฬ   ห่างจากตัวจังหวัด ไปทางทิศตะวันออกประมาณ  136  กิโลเมตร   มีพื้นที่ปกครองทั้งหมด  673.262   ตารางกิโลเมตร โดย แบ่งการปกครองออกเป็น  2 ส่วน  ได้แก่  การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 12 ตำบล 121 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลบึงกาฬ ตำบลวิศิษฐ์ ตำบลไคสี  ตำบลหอคำ  ตำบลหนองเลิง  ตำบลหนองเข็ง ตำบลโนนสมบูรณ์ ตำบลนาสวรรค์ ตำบลคำนาดี ตำบลโคกก่อง ตำบลชัยพร และตำบลโป่งเปือย


การปกครองส่วนท้องถิ่น  ประกอบด้วยสุขาภิบาล  1  แห่ง  คือ สุขาภิบาลบึงกาฬ มีองค์การบริหาร ส่วนตำบล (อบต.) ครบทุกตำบล ยกเว้นตำบลโป่งเปือยที่ยังเป็นสภาตำบล รอการประกาศยกฐานะขึ้นเป็น อบต. ในอนาคต




คำขวัญประจำอำเภอบึงกาฬ

สองนางศาลศักดิ์สิทธ์     อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อใหญ่
แหล่งน้ำใสหนองกุดทิง   สุดใหญ่ยิ่งแข่งเรือยาว
หาดทรายขาวเป็นสง่า    น่าทัศนาแก่งอาฮง
งามน้ำโขงที่บึงกาฬ       สุขสำราญที่ได้ยล


ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอบึงกาฬอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของการปกครองจังหวัดหนองคาย
(ห่างจากจังหวัด 136 กิโลเมตร) มีพื้นที่ 833.85 ตารางกิโลเมตร


อาณาเขต
ทิศเหนือ               ติดแม่น้ำโขง(ตรงข้ามเมืองปากซัน สปป.ลาว)
ทิศใต้                   ติดอำเภอโซ่พิสัย, ศรีวิไล และอำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย
ทิศตะวันออก        ติดอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย
ทิศตะวันตก          ติดอำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย


สภาพภูมิประเทศพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม สภาพภูมิอากาศเป็นแบบมรสุม (ร้อน) มี 3 ฤดู




                                         Sasithorn  Buasorn  No.27  <<NaNNhaM >>
 วันครูแห่งชาติ 
วันครู
 
 
     มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความ เห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษา ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู
 
     ด้วยเหตุนี้ในทุก ๆ ปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบ ข้อสงสัยสถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา ปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า
 
ครูคือผู้ให้แสงสว่าง 
 
     “ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือ ว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บันดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง”
 
     จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่น ๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครู ในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติ เห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครู กับประชาชน
 
     ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดยเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครูและให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้
 
     ในทางพระพุทธศาสนาของเรานี่ ครูผู้ยิ่งใหญ่ของเราคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระบรมครูนั่นเอง เรารู้จักพระพุทธเจ้าในฐานะ ผู้เป็นพระบรมครู ศาสดาเอกของโลก   เราจึงควรศึกษาของดีๆ ที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างกว้างขวาง
 
พระบรมครู
 
     พระพุทธเจ้าในสมัยเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี จากอาจารย์ที่มีชื่อเสียง คือ อาจารย์วิศวามิตร วิชาที่ทรงศึกษา คือ ศิลปศาสตร์ 18 ประการ อันเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้จะเป็นกษัตริย์ จะต้องศึกษาศิลปศาสตร์ 18 ประการ คือ
 
1. ยุทธศาสตร์  วิชานักรบ
2. รัฐศาสตร์  วิชาการปกครอง
3. นิติศาสตร์   วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
4. พาณิชยศาสตร์  วิชาการค้า
5. อักษรศาสตร์  วิชาวรรณคดี
6. นิรุกติศาสตร์  วิชาภาษาทั้งของตน และของชนชาติ ที่เกี่ยวข้องกัน
7. คณิตศาสตร์  วิชาคำนวณ
8. โชติยศาสตร์  วิชาดูดวงดาว
9. ภูมิศาสตร์  วิชาดูพื้นที่ และรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
10.โหราศาสตร์  วิชาโหรรู้จักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ
11.เวชศาสตร์  วิชาแพทย์
12.เหตุศาสตร์  วิชาว่าด้วยเหตุผล หรือตรรกวิทยา
13.สัตวศาสตร์  วิชาดูลักษณะสัตว์ และรู้เสียงสัตว์ว่าดี หรือร้าย
14.โยคศาสตร์  วิชาช่างกล
15.ศาสนศาสตร์  วิชาศาสนารู้ความเป็นมา และหลักศาสนาทุกศาสนา
16.มายาศาสตร์  วิชาอุบาย หรือตำหรับพิชัยสงคราม
17.คันธัพพศาสตร์ วิชาร้องรำหรือนาฎยศาสตร์ และวิชาดนตรีหรือดุริยางค์ศาสตร์
18.ฉันทศาสตร์   วิชาการประพันธ์
     พระพุทธเจ้าทรงศึกษาศิลปศาสตร์ 18 ประการนี้ จนมีความรู้แตกฉาน ยากที่หาใครเสมอเหมือนได้ จึงกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงมีความรู้ ในทางโลกเพียบพร้อม เป็นอย่างดีอยู่แล้ว เมื่อได้เสด็จออกบรรพชา พระองค์ทรงได้ศึกษาเพิ่มเติมจากอาฬารดาบส และอุททกดาบส ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา และทรงบำเพ็ญเพียรทางจิตใจ จนได้ตรัสรู้ พระองค์จึงทรงพร้อมที่จะสอนบุคคลทุกชั้น ตั้งแต่คนธรรมดา จนถึงนักปราชญ์ และเทวดา  ทุกโอกาสและสถานที่ เราลองมาพิจารณาการสอนแบบพระพุทธเจ้ากัน

ทรงพร้อมที่จะสอน
ทรงสอนด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
ทรงสอนโดยมีจุดมุ่งหมาย
ทรงสอนโดยคำนึงถึงความพร้อมของผู้ฟัง
ทรงสอนโดยคำนึงถึงความแตกต่างฯ
ทรงสอนโดยใช้สื่อภาษาที่เข้าใจง่าย
ทรงสอนจากสิ่งที่รู้ไปหาสิ่งที่ไม่รู้
ทรงสอนจากยากไปหาง่าย
ทรงสอนโดยจัดคำสอนเป็นข้อๆ
ทรงสอนตามความเข้าใจของผู้อื่น
ทรงสอนโดยวิธีซักถาม
ทรงสอนให้ผู้ฟังลงมือปฎิบัติ
ทรงสอนโดยใช้อุปกรณ์การสอน
ทรงสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาฯ
 
     แหละนี่คือ หลักการสอนการปฏิบัติตนของพระบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี่ ที่เราทุกคนควรนำหลักไปปฏิบัติ เพื่อให้สันติสุขบังเกิดขึ้นแก่โลกใบนี้
 
 
                             Sasithorn  Buasorn  No.27 >>~NaNNhaM~<<

ศิลปินของโลก....^^

วินเซนท์ แวน โก๊ะ



           วินเซนต์ แวน โก๊ะ ถูกยกย่องให้เป็นจิตรกรชาวดัชท์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงแม้ว่าชื่อเสียง ของเขาเพิ่งจะมาโด่งดังเอาในช่วง 3 ปีสุดท้ายของชีวิตการเป็นจิตรกรตลอด 10 ปี ก็ตาม แต่เขาก็ได้สร้างอิทธิพลต่อ ศิลปะแบบอิมเพรสเช่นนิสท์ แบบโมเดินท์ อารต์ เอาไว้มากมาย สร้างผลงานภาพเขียนสีน้ำมันกว่า 800 ภาพ และภาพวาดอีกกว่า 700 ภาพ ซึ่งตลอดชีวิตของเขานั้นมีเพียงภาพเดียวที่ขายได้ ความเจ็บป่วยทางสมอง และจิตใจของ แวน โก๊ะนั้นแสดงออกมาทางภาพที่เขาเขียน ด้วยการใช้สีอันร้อนแรง การปัดพู่กันแบบหยาบๆ และรูปแบบของลายเส้นที่ใช้จนในที่สุดก็ได้ผลักดันให้ เขา จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย
            วินเซนต์ แวน โก๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี ค.ศ. 1853 ที่ซันเดิรท์ ย่านบราแบรนท์ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ วินเซนต์เป็นบุตรชายคนโต บิดาเป็นนักบวชนิกาย โปรแตสแตนท์ เมื่อแวนโก๊ะอายุได้ 16 ปี เขาได้ไปฝึกงานขายภาพศิลปะที่ฮูเก้นท์ เขาทำงานขายภาพทั้งในลอนดอน และปารีสไปจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 1876 แวน โก๊ะก็เริ่มตระหนักว่า เขาไม่ชอบงานขายภาพที่เขาทำอยู่เลยประกอบกับถูกปฏิเสธความสัมพันธ์จากหญิงที่ตนรัก ทำให้เขาเริ่มทำตัวออกห่างจากผู้คนมากขึ้น และตัดสินใจที่จะออกบวช แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขา ไม่สามารถผ่านการทดสอบให้เข้ามาเป็นนักบวชได้ ในที่สุดเขาก็กลายเป็นนักเทศน์ไป และในปีค.ศ.1878 เขาได้เดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเบลเยี่ยมเพื่อ ทำการ เผยแพร่ศาสนา โดยพกพาเอาความยากจนค่นแค้นไปตลอดการเดินทางจากการเด ินทาง ครั้งนี้ แวนโก๊ะ ได้มีปากเสียงกับนักเทศน์ผู้อาวุโส ทำให้เขาถูกขับออกจากกลุ่มในปี ค.ศ.1880 ในสภาพของคนสิ้นไร้ และสูญเสียความเชื่อของตนไป เขาจมอยู่กับ ความผิดหวัง และได้เริ่มเขียนรูป แต่ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถที่จะ เรียนรู้การเขียนภาพด้วยตนเองได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปบรัสเซลเพื่อเรียน การเขียนภาพ
            ในปี ค.ศ.1881 แวน โก๊ะได้กลับมาทำงานที่ฮูเก้นท์อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มทำงานกับ ช่างเขียนภาพทางภูมิศาสตร์ ที่ชื่อ อันตน มัวร์ ฤดูร้อนของปีถัดมาได้เริ่มการทดลอง การเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และด้วยเสียงเรียกร้องภายในจิตใจของ แวน โก๊ะ ให้ไปใช้ ชีวิตตามลำพังอยู่กับธรรมชาติ ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปยังหมู่บ้านของชาวดัชท์ เพื่อเริ่มการเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงามตามท้องที่ต่า งๆ เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับ การเขียนถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา ในปี ค.ศ.1883 เขาได้สร้างงานเขียนภาพชิ้นแรก ขึ้นมา โดยให้ชื่อภาพว่า โปเตโต อีทเตอร์ " เมื่อความเหงาและความอ้างว้างเริ่มเข้ามาแกาะกุมจิตใ จของ แวน โก๊ะ เขาจึงออกจาก หมู่บ้านและเข้าศึกษาต่อที่ แอนท์เวอป์ ในเบลเยี่ยม แต่เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะปฏิบัติ ตามกฎของการเรียนที่นั่นมากนัก ช่วงที่เรียนอยู่ที่แอนเวอป์ เขาได้รับแรงบันดาลใจ จากจิตรกรที่ชื่อ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และได้เริ่มสนใจภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นด้วย ในที่สุด เขาก็ได้เลิกเรียน เพื่อไปยังปารีส ทีนั่นเขาได้พบกับ เฮนรี่ เดอ ตัวรูส และจอร์จีนส์ รวมทั้งศิลปินอิเพราสเช่นนิสท์อีกหลายคน เช่น คามิล ปิสซาโร โซรัส และคนอื่น ๆ การใช้ชีวิต 2 ปีเต็มที่ปารีสนั้น ได้ขัดเกลาฝีมือในการเขียนภาพของ แวน โก๊ะ ให้ เฉียบคมยิ่งขึ้น เขาเริ่มใช้สีสันที่มีชีวิตชีวา และไม่ยึดติดอยู่กับการเขียนภาพแบบเก่าๆ

วินเซนต์ แวน โก๊ะ ใช้ชีวิตในตัวเมืองปารีส ได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เขาจึงออกจากปารีส ไปในปี ค.ศ.1888 เพื่อไปยังเมืองอาเรสทางตอนใต้ของฝรั่งเศษ ที่เมืองอาเรสนั้นแวน โก๊ะได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แล้วตกแต่งบ้านด้วยสีเหลืองทั้งหมด เขาหวังที่จะตั้ง กลุ่มศิลปินอิมเพรสเช่นนิสท์ขึ้น ในเดือนตุลาคม จอร์จีนส์ได้มาอยู่ร่วมกับเขาแต่ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ต้องขาดสะบั้นลงในคืนวันค ริสตมาส อีฟ จอร์จีนส์ ได้โต้เถียงอย่างรุนแรงกับแวน โก๊ะ ทำให้แวน โก๊ะ เกิดบ้าเลือดขึ้นมาแล้วตัดใบหู ของตัวเอง ทำให้จอร์จีนส์จากไป และตัวของเขาเองต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การแสดงอาการต่างๆ ของแวน โก๊ะ นั้น ทำให้เห็นถึงสภาพจิตใจและประสาทที่ผิดปกติ ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เมื่อ แวน โก๊ะ ออกจากโรงพยาบาล เขาได้ไปอาศัยอยู่กับศิลปิน นักฟิสิกส์ ได้ประมาณ 2 เดือน และในวันที่ 27 กรกฎาคมของปี ค.ศ.1890 เขาได้ยิงตัวเอง และเสียชีวิตในอีก2วันต่อมา
ช่วงชีวิตของ แวน โก๊ะตอนที่อยู่ที่อาเรสนั้น ได้สร้างผลงานเขียนภาพที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ มากมาย เขาเขียนภาพของธรรมชาติอันงดงาม ภาพทุ่งหญ้ายามต้องแสงอาทิตย์ ภาพของดอกไม้นานาชนิด และภาพดอกไอริสที่มีชื่อเสียงนั้นสามารถขายได้




                                                           
                            Sasithorn Buasorn No.27   >>~NaNNhaM~<<

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

Girls' Generation

Girls' Generation






สาวๆวง " Girls' Generation " ก็ได้ออกอัลบั้มใหม่มาให้พวกเราชาวไทยแล้ว และในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ในรายการ " A-PORT " ( เฉพาะบ้านที่ติดจานดาวเทียมเท่านั้นถึงจะดูรายการ " A-PORT " ได้ ) เขาจะนำอัลบั้มชุดใหม่มาให้พวกเราดูกัน ใครที่ติดจานดาวเทียมก็อย่าลืมดูนะค่ะ เวลา 20.00-21.30 น. ค่ะ เรามาดูประวัติของสาวๆวง " Girls' Generation " กันนะค่ะ




















1.ทิฟฟานี่


ชื่อที่ใช้ในวงการ : ทิฟฟานี่ (Tiffany)ชื่ออังกฤษ : สเตฟานี่ ฮวัง (Stephanie Hwang)ชื่อจริง : ฮวัง มิยอง (Hwang Miyoung)วันเกิด : 1 สิงหาคม ค.ศ.1989 (อายุ 19 ปี)ส่วนสูง : 163 เซนติเมตรน้ำหนัก : 50 กิโลกรัม กรุ๊ปเลือด : Oตำแหน่ง : นักร้องสนับสนุน, เอ็มซีระยะเวลาในการฝึก : 3 ปี 7 เดือนความสามารถพิเศษ : สามารถพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเกาหลีอย่างคล่องแคล่วผลงานอื่นนอกจากอัลบั้มของวง : ชนะเลิศการประกวด The SM Starlight Casting System, ร้องเพลง "Bad Oppa" ร่วมกับเจสสิก้าและซอฮยอน เพื่อนร่วมวง, โค-เอ็มซี


















2.แทยอน



ชื่อ : คิม แทยอน (Kim Taeyeon)วันเกิด : 9 มีนาคม ค.ศ.1989 (อายุ 19 ปี)ส่วนสูง : 162 เซนติเมตรน้ำหนัก : 44 กิโลกรัมกรุ๊ปเลือด : Oตำแหน่ง : หัวหน้าวง, นักร้องเสียงหลักระยะในเวลาฝึก : 3 ปี 3 เดือนความสามารถพิเศษ : ร้องเพลง พูดภาษาจีน ว่ายน้ำผลงานอื่นนอกจากอัลบั้มของวง : ชนะเลิศการประกวด SM Academy singing competition 2004, ร้องเพลงประกอบละครเรื่อง "ฮงกิลดง" (Hong Gil Dong) ในเพลง "If" ซึ่งถือเป็นการร้องเพลงเดี่ยวครั้งแรกของเธอด้วย, ร้องเพลงประกอบละครเรื่อง "บีโทเฟ่น ไวรัส" (Beethoven Virus) ในเพลง"Can you hear me (ทึลรีนาโย), จัดวิทยุรายการ Chin Han Chin Gu-ชินฮันชินกุ (Close Friends/Best Friends Radio) ที่ช่อง MBC กับ "คังอิน"(Super Junior)
















3.เจสสิก้า

ชื่อที่ใช้ในวงการ : เจสสิก้า จอง (Jessica Jung)ชื่อเกาหลี : จอง ซูยอน (Jung Sooyeon)ชื่อเล่นที่เพื่อนๆ เรียกกัน : เจสซี่/เจส/สิก้า/เจวันเกิด : 18 เมษายน ค.ศ.1989 (อายุ 19 ปี)ส่วนสูง : 163 เซนติเมตรน้ำหนัก : 43 กิโลกรัมกรุ๊ปเลือด : Bความสามารถพิเศษ : ภาษาอังกฤษ ร้องเพลง เต้นตำแหน่ง : นักร้องเสียงหลักระยะเวลาในการฝึก : 7 ปี 6 เดือนของโปรด : ขนม / พุดดึ้ง / ชีสเค้กยี่ห้อที่ชอบ : Abercrombie, French Connection, Oilily, Davidoff, Gucci, Chanelสีที่ชอบ : ชมพู/ฟ้า/เขียวอ่อนนักร้องที่ชอบ : โบอา /ดงบังชินกิ/ชอนซังจีฮี เดอะเกรซ /TRAXผลงานอื่นนอกจากอัลบั้มของวง : แสดงในมิวสิกวิดีโอเพลง "Sorry, My Love Was Late" ของ Kim Jo Han, ร้องเพลง "Bad Oppa" ร่วมกับทิฟฟานี่และซอฮยอน เพื่อนร่วมวง

















4.ซอฮยอน

ชื่อที่ใช้ในวงการ : ซอฮยอน (Seohyun)ชื่อจริง : ซอ จูฮยอน (Seo Joohyun)วันเกิด : 28 มิถุนายน ค.ศ.1991 (อายุ 17 ปี)ส่วนสูง : 168 เซนติเมตรน้ำหนัก : 48 กิโลกรัมกรุ๊ปเลือด : Aตำแหน่ง : นักร้องนำความสามารถพิเศษ : พูดภาษาจีน เล่นเปียโนระยะเวลาในการฝึก : 6 ปี 6 เดือนความสามารถพิเศษ : สามารถเล่นเปียโนได้อย่างคล่องแคล่วผลงานนอกจากอัลบั้มของวง : ร้องเพลง "Bad Oppa" ร่วมกับเจสสิก้าและทิฟฟานี่ เพื่อนร่วมวง















5.ยุนอา

ชื่อจริง : อิม ยุนอา (Im Yoona)วันเกิด : 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1990 (อายุ18 ปี)ส่วนสูง : 166 เซนติเมตรน้ำหนัก: 44 กิโลกรัมกรุ๊ปเลือด: Bตำแหน่ง: นักร้องสนับสนุน, นางแบบ, นักแสดง, ผู้นำเต้นระยะเวลาในการฝึก: 7 ปี 2 เดือนผลงานนอกจากอัลบั้มของวง : แสดงในภาพยนตร์เรื่อง "9 Ends 2 Outs", แสดงในมิวสิกวิดีโอเพลง "My Everything" ของ The Grace/ เพลง "U" และ "Marry U" ของ Super Junior/ เพลง "Magic Castle" ของ Dong Bang Shin Ki และเพลง "Propose" ของ Lee Seung Chul, แสดงในละคร (ซีรีส์ยาว) เรื่อง "You are my destiny" ปี2008 "Cinderella Man" ปี2009


















6.ยูริ

ชื่อจริง : ควอน ยูริ (Kwon Yuri)วันเกิด : 5 ธันวาคม ค.ศ.1989 (อายุ 19 ปี)ส่วนสูง : 168 เซนติเมตรน้ำหนัก : 45 กิโลกรัม ตำแหน่ง : ผู้นำเต้น, นักร้องสนับสนุน, นักแสดง, นางแบบระยะเวลาในการฝึก : 5 ปี 11 เดือนความสามารถพิเศษ : การเต้น ,การแสดง ,ไวโอลินผลงานนอกจากอัลบั้มของวง : แสดงละครเรื่อง "Unstoppable Marriage" ร่วมกับซูยอง เพื่อนร่วมวง, แสดงในภาพยนตร์เรื่อง "Attack on the Pin-Up Boys ร่วมกับซูเปอร์จูเนียร์, แสดงในมิวสิกวิดีโอเพลง "Beautiful Life" ของดงบังชินกิ, แสดงใน 2005 KM Super Junior Show "The King's Boyfriend"


















7.โฮยอน

ชื่อจริง : คิม โฮยอน (Kim Hyoyeon)วันเกิด : 22 กันยายน ค.ศ. 1989 (อายุ 19 ปี)ส่วนสูง : 158 เซนติเมตรน้ำหนัก : 45 กิโลกรัมกรุ๊ปเลือด : ABตำแหน่ง : นักเต้นหลัก, นักร้องสนับสนุน, แร็ปเปอร์ระยะเวลาในการฝึก : 6 ปี 1 เดือนความสามารถพิเศษ: เรียนเต้นฮิปฮอป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเต้นแบบ Waving, Popping, Locking และ Animation นอกจากการเต้นฮิปฮอปแล้วเธอยังสามารถเต้นลาติน, แจ๊ส, แท็ป และบัลเล่ต์ได้อีกด้วย, เธอเคยอยู่ที่ประเทศจีนเป็นเวลา 1 ปี เพื่อฝึกฝนภาษาจีนของเธอ ร่วมกับชีวอนแห่งวงซูเปอร์จูเนียร์
















8.ซูยอง

ชื่อจริง : ชอย ซูยอง (Choi Sooyeong)วันเกิด : 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1990 (อายุ 18 ปี)ส่วนสูง : 170 เซนติเมตรน้ำหนัก : 46 กิโลกรัมกรุ๊ปเลิอด : Oศาสนา : คริสต์งานอดิเรก : ดูหนัง เล่นอินเทอร์เน็ตความสามารถพิเศษ : เต้นแจ๊ส, ภาษาญี่ปุ่นศิลปินที่ชื่นชอบ : Craig David, TLC, Morning Musume, Chemistryนักแสดงที่ชื่นชอบ : Tsukamoto Takashi, Fujiwara Tatsuya, Sean Penn, Jang Seo Heeตำแหน่ง : นักร้องสนับสนุน, นางแบบ, นักแสดง, ดีเจระยะเวลาในการฝึก : 6 ปี 3 เดือนผลงานนอกจากอัลบั้มของวง : ซูยองเปิดตัวครั้งแรกในฐานะนักร้อง Duo วง Route-O ที่ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นเธอจึงสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี, แสดงละครเรื่อง "Unstoppable Marriage" ร่วมกับยูริ เพื่อนร่วมวง, เคยเป็นดีเจของ Chunji Radio จัดรายการคู่กับซองมินแห่งวงซูเปอร์จูเนียร์ (เปลี่ยนเป็นซันนี่แทนเนื่องจากซูยองติดธุระจากการแสดงละครเรื่อง Unstoppable Marriage)
















9.ซันนี่

ชื่อที่ใช้ในวงการ: ซันนี่ (Sunny)ชื่อจริง : ลี ซุนกยู (Lee Sunkyu)วันเกิด : 15 พฤษภาคม ค.ศ.1989 (อายุ 19 ปี)ส่วนสูง : 157 เซนติเมตรน้ำหนัก : 43 กิโลกรัมกรุ๊ปเลือด : Bตำแหน่ง : นักร้องนำ, ดีเจระยะเวลาในการฝึก : 9 เดือน (ภายใต้สังกัด SM Entertainment) และก่อนหน้านั้น ได้รับการฝึกหัดภายใต้การควบคุมของเทรนเนอร์คนเดียวกับอายูมิ ลี ในโปรแกรมฝึกแบบศิลปินอาชีพที่แตกต่างจากการฝึกแบบเทรนนี่ทั่วไปเป็นเวลา 5 ปีผลงานอื่นนอกจากอัลบั้มของวง : เคยเป็นดีเจของ Chunji Radio โดยจัดรายการคู่กับซองมินแห่งวงซูเปอร์จูเนียร์, ปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอเพลง Cooking! Cooking! ของซูเปอร์จูเนียร์ H, ผลงานซิงเกิ้ลเดี่ยวประกอบละคร "Working Mom" ในชื่อเพลง "You don't know about love"

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

วันตรุษจีน

ตรุษจีน หรือ เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือ ขึ้นปีเพาะปลูกใหม่  และยังรู้จักกันในนาม วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีนในจีนแผ่นดินใหญ่และชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 ของปีตามจันทรคติ  และสิ้นสุดในวันที่ 15 ซึ่งจะเป็นเทศกาลโคมไฟ
คืนก่อนวันตรุษจีน ตามภาษาจีนกลางเรียกว่า พินอิน หมายถึงการผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน
ในวันตรุษจีนจะมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยเฉพาะชุมชนเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ และนับเป็นช่วงวันหยุดช่วงสำคัญช่วงหนึ่งของชาวจีน เทศกาลนี้ยังแผ่อิทธิพลไปยังชนชาติรายรอบ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี เมี่ยน ม้ง มองโกลเลีย เวียดนาม ทิเบต เวียดนาม และภูฎานให้จัดงานขึ้นปีใหม่ทำนองเดียวกัน สำหรับวิธีเฉลิมฉลองตรุษจีนนั้นแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น



ตรุษจีนในประเทศไทย
ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว
วันจ่าย คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ไม่จำเป็นจะต้องมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้วเพราะว่าเจ้าที่ไม่ได้ไปไหนเมื่อสี่วันที่แล้ว ตัวเราส่งแต่ เจ้าซิ้ง หรือเจ้าเตา
ตอนเช้ามืดจะไหว้ "ป้ายเล่าเอี๊ย" เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ เครื่องไหว้คือ เนื้อสัตว์สามอย่าง (ซาแซ ซำเช้ง) ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ หรือเพิ่มตับ ปลา เป็นเนื้อสัตว์ห้าอย่าง (โหงวแซ) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง
ตอนสาย จะไหว้ "ป้ายแป๋บ้อ" คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เ
กินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็นเวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว
ตอนบ่าย จะไหว้ "ป้ายฮ่อเฮียตี๋"  เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเพื่อเป็นสิริมงคล
วันเที่ยว หรือ วันถือ คือวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่หนึ่ง ของเดือนที่หนึ่งของปี วันนี้ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันคือ "ป้ายเจีย" เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะส้มออกเสียงภาษาแต้จิ๋วว่า "กิก" หรือ ภาษาฮกเกี้ยน "ก้าม" ซึ่งไปพ้องกับคำว่าความสุขหรือโชคลาภ  เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำความสุขหรือโชคลาภไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวันถือคือ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

สังคมและวัฒนธรรมประเทศลาว


  • -  ปัจจุบันประเทศลาวมีประชากรประมาณ 6,835,345 คน ( 2552 ) มีหลายเชื้อชาติ ภาษาลาวจะเรียกรวมกันว่า ประชาชนบรรดาเผ่า สามารถจำแนกได้เป็น 68 ชนเผ่าโดยประมาณ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
  • - ลาวลุ่ม หมายถึงชาวลาวที่อาศัย อยู่ในเขตที่ราบ ได้แก่ เชื้อชาติ ลาว ภูไท ไทดำ ไทลื้อ ฯลฯ ประชาชน กลุ่มนี้มีอยู่ร้อยละ 68 ของประเทศ
  • - ลาวเทิง อาศัยอยู่ในเขตที่ราบสูง เช่น ชาวบูน มะกองงวน ตะโอย ตาเลียง ละเม็ด ละเวน กะตัง ฯลฯ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของประเทศ
  • - ลาวสูง เป็นชาวลาวที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขาสูง เช่น ชาวม้ง เย้า มูเซอ ลาฮู และชาวเขาเผ่าต่างๆ ส่วนมากอาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือของลาว
  • - นอกจากนี้ยังมีเชื้อสาย เวียดนาม เชื้อสาย จีน รวมทั้งชาวต่างชาติอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมดด้วย
  • - เป็นสังคมชนบทเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากยังเป็นประเทศ ด้อยพัฒนา
  • - ความยากจน คอรัปชั่น ยาเสพติด การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณูปโภคพื้นฐาน การไม่รู้หนังสือ และสุขภาพอนามัย
  • - พุทธศาสนาแบบเถรวาท นับเป็นแบบแผนหลักของวัฒนธรรมลาว ซึ่งปรากฏให้เห็นทั่วประเทศ ทั้งในด้านภาษา ศิลปะและวรรณคดีศิลปะการแสดง
  • - ชาวลาวส่วนใหญ่นับถือศาสนา พุทธนิกายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ และความเชื่อตามเผ่าต่างๆ
  • - ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาทาง รัฐการ
  • - ประชากรเพศ ชายรู้หนังสือร้อยละ 67 หญิงร้อยละ 43 เมื่อคิดเฉลี่ยลาวมีอัตราประชากรที่รู้หนังสือ ร้อยละ 56 ( 2552 )
  • - ลาวนั้นมี แคน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำชาติ ส่วนวงดนตรีของลาวมีลักษณะคล้ายไทย
  • - มีท่วงทำนองของการขับลำจะแตกต่างกันไป ตามท้องถิ่น ทางภาคเหนือเรียกว่า ขับ ภาคใต้จาก บอลิคำไซลงไปเรียกว่า ลำ
  •  ลาวมีเอกลักษณ์เต้นรำคือ บัดสลบ และรำวง
  • - ที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างหนึ่งของลาวคือ ผู้หญิงจะนุ่ง ผ้าซิ่น ( ผ้าถุง ) ผู้ชายนุ่ง โสร่ง เฉียงสไบ
  • - อาหารของชาวลาวจะทาน ข้าวเหนียว เป็นหลักที่เป็นเอกลักษณ์คือ ลาบ แจ่วบอง ไคแผ่น ข้าวจี่ ส้มตำ
  • ไหหิน ที่แขวงเชียงขวาง และ ปราสาทวัดพู ที่แขวงจำปาสัก
  • - พระธาตุหลวง หอพระแก้ว วัดสะเกด ประตูชัย
  • - เป็น พหุวัฒนธรรม หลายรูปแบบ เนื่องจากมีหลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ยึดมั่นในประเพณีและดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย
  • - วัฒนธรรม ไทย มีอิทธิพลต่อสังคมลาวมากเนื่องกระแสสื่อไทยและจากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ที่มีอยู่เดิม  วัฒนธรรมจาก จีน และ ชาติตะวันตก
  • - ข้อดีข้อด้อยของสังคมวัฒนธรรมลาว จุดแข็ง มีหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ แต่อยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติสุข มีอัตลักษณ์ตนเอง เช่น ภาษา การแต่งกาย ประเพณี เป็นต้น จุดอ่อน มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมตามเผ่าพันธุ์ ยังขาดเอกภาพทางวัฒนธรรม
  • - ลักษณะวัฒนธรรมลาวกับไทย ใกล้เคียงกันมากที่สุด ในประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย แต่ลาวมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับ เวียดนาม กัมพูชา และจีน มากกว่าไทย นี่เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะไทยหรืออยู่ที่ลาว







  • นางสาว จิรนันท์    คำหล้า